มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 มหาวิทยาลัยขอนแก่น

หาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งอยู่บนเนินอิฐสีแดง เรียก "มอดินแดง" เป็นสถาบันอุดมศึกษาสำคัญของภาคอีสาน มีศูนย์ศิลปและวัฒนธรรม ที่ได้มาตรฐาน มีการจัดแสดงผลงานทางศิลปและวัฒนธรรมเป็นประจำ มีธรรมชาติสวยงาม ด้านทิศใต้มีริมบึงสีฐานและทิวสนเป็นแนวยาว เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจแห่งหนึ่งของชาวเมืองขอนแก่น

      นอกจากนี้ ภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น  ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นักศึกษา มข. ทุกคนให้ความเคารพ และนิยมมากราบไหว้เพื่อขอพรอีกด้วย  สถานที่แห่งนี้ คือ ศาลเจ้าพ่อมอดินแดง

หมู่บ้านผ้าไหมชนบท

 หมู่บ้านผ้าไหมชนบท


ผ้าไหมชนบท อำเภอชนบทไปตามทางหลวงหมายเลข2057 ซึ่งแยกจากทางหลวงหมายเลข 2 ตรงหลักกิโลเมตรที่399 ตรงข้ามกับอำเภอบ้านไผ่ เข้าไปอีก 11 กิโลเมตร มีการทอผ้าไหมพื้นเมืองพวกซิ่นมัดหมี่ ผ้าไหมชนบทมีชื่อเสียงมาก นักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านมักจะแวะเข้าไปชมและซื้อกันอยู่เสมอ ราคาไม่แพง

ตั้งอยู่บริเวณวิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น เป็นหนึ่งในโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ (12 สิงหาคม 2535) เพื่อเป็นศูนย์สืบสานพระราชปณิธานงานศิลปาชีพด้านผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ไหมของภาคอีสาน รวมทั้งเป็นศูนย์อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวอีสาน ภายในอาคารจัดแสดงกรรมวิธีการผลิตตั้งแต่มัดย้อมจนถึงวิธีการทอ อุปกรณ์เครื่องใช้เกี่ยวกับไหมและของเก่าแก่ควรอนุรักษ์ รวมถึงผ้าไหมมัดหมี่โบราณลวดลายต่างๆ ที่พิเศษที่สุดคือที่นี่จัดแสดงผ้าไหมมัดหมี่ที่แพงที่สุดในโลกฝีมือชาวอ.ชนบท และเคยชนะการประกวดผ้าไหมของเอเชีย พร้อมทั้งได้รับพระราชทานถ้วยรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี

วัดพระบาทภูพานคำ

 วัดพระบาทภูพานคำ


ที่ตั้ง หมู่ที่ 1 ตำบลเขื่อนอุบลรัตน์ อยู่บนภูพานคำ สามรถไปนมัสการหลวงปู่ขาว รอยพระพุทธบาท มีบันไดนาค 1,049 ขั้น ขึ้นไป มีจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของเขื่อนอุบลรัตน์ ลำน้ำพอง และตัวอำเภอเขื่อนอุบลรัตน์ ฯลฯ ในช่วงออกพรรษาจะมีประเพณีทำบุญตักบาตรเทโว พระสงฆ์รับบิณฑบาตตามขั้นบันไดนาค เป็นการ ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่แห่งเดียวในภาคอีสาน และเป็นแหล่งที่ 2 ของประเทศไทย ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี

ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์หลักเมือง

 ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์หลักเมือง

สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพสักการะ ของชาวขอนแก่นแห่งนี้ ประดิษฐานอยู่ที่ศาลาสุขใจ ถนนเทพารักษ์หน้าเทศบาลขอนแก่น ท่านเจ้าคุณปู่พระราชสารธรรมมุนี และ หลวงธุรนัยพินิจ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นได้ริเริ่มสร้างขึ้นโดยนำหลักศิลาจารึกจากโบราณสถาน ในท้องที่อำเภอชุมแพมาประกอบพิธีทางพุทธศาสนา และตั้งเป็นศาลหลักเมืองเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2499


               

สิมอีสาน (วัดป่าแสงอรุณ)

 สิมอีสาน (วัดป่าแสงอรุณ)


ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดป่าแสงอรุณ ตำบลพระลับ ห่างจากศาลากลางจังหวัดขอนแก่นประมาณ 3 กิโลเมตร ตามเส้นทางขอนแก่น-กาฬสินธุ์ สิมอีสาน ได้เน้นถึงรูปแบบ ทรวดทรง ความมั่นคงสามารถคุ้มแดดคุ้มฝน ตลอดจนความวิจิตรงดงามของภาพเขียนฝาผนังลายผ้าไหมมัดหมี่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดขอนแก่น เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้และอนุรักษ์สถาปัตยกรรมท้องถิ่น อันเป็นการปลูกฝังแนวความคิดสร้างสรรค์ที่ดีต่อไป อีกทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดขอนแก่นตลอดไป

พิพิธภัณฑ์ขอนแก่น

 พิพิธภัณฑ์ขอนแก่น

ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง ในบริเวณ ศูนย์ราชการ และเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2515พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มหาราช ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดอาคารพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติขอนแก่น พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติขอนแก่น เป็นศูนย์รวบรวมเพื่ออนุรักษ์ศิลปะวัตถุ และมรดก ทางวัฒนธรรมจากภาคอีสาน โดยมีวัตถุประสงค์ให้ผู้เข้าชมได้ทราบเรื่องราวก่อนประวัติศสตร์ ศิลปะสมัยประวัติศาสตร์ ในดินแดนภาคอีสาน และศิลปะสมัยต่างๆในดินแดนทั่วไปด้วย โบราณวัตถุและศิลปะวัตถุที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ส่วนมากได้จากการขุดค้นทางโบ ราณคดี และการขุดแต่งโบราณสถานในเขตหน่วยศิลปากรที่ 7 ขอนแก่น อีกส่วนหนึ่งเป็นศิลปะ วัตถุสมัยต่างๆ ย้ายมาจากพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร เช่น เครื่องปั้นดินเผาทับหลังของ ปราสาทต่างๆ ใบเสมาจากทุกจังหวัดของภาคอีสาน โบราณวัตถุจากบ้านเชียง เมืองฟ้าแดดสงยาง เมืองนครจำปาศรี เมืองกันทรวิชัย ซึ่งจัดแสดงไว้ในห้องข้างล่าง ส่วนห้องข้างบนอาคาร แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งแสดงศิลปะทวาราวดี และลพบุรี และอีกส่วนหนึ่งเป็นศิลปะวัตถุตั้งแต่สมัยเชียง แสน-สมัยรัตนโกสินทร์ตามลำดับ การจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติขอนแก่นเป็นผลให้มีผู้เข้าเยี่ยมชมทั้งคนในท้องถิ่น ต่างถิ่น และต่างประเทศ ปัจจุบันนี้ได้สร้างอาคาร 2 ชั้นเพิ่มขึ้น ทางด้านตะวันตกของอาคารหลังแรก และมีการจัดนิทรรศการเรื่องไดโนเสาร์เพื่อให้การศึกษาแก่ผู้สนใจ ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติขอนแก่น ตั้งอยู่ในบริเวณกว้างขวาง ที่มีความสง่างาม ด้านตะวันออกเป็นที่ตั้งของหน่วยงานศิลปากรที่ 7 ขอนแก่น ภายในบริเวณมีสระน้ำ มีสนามกว้าง ขวาง มีม้านั่งสำหรับพักผ่อน เหมาะแก่การท่องเที่ยว และศึกษาหาความรู้ทางด้านศิลปจากการขุดค้น ของแหล่งโบราณคดีโบราณสถานเป็นอย่างยิ่ง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจแห่งหนึ่งของจังหวัด ขอนแก่นและเปิดให้เข้าชมฟรีในวันหยุดราชการ ส่วนวันอื่นเว้นวันจันทร์และวันศุกร์เก็บค่าผ่านเข้าชม
ตั้งอยู่ที่ถนนหลังศูนย์ราชการ ตำบลในเมือง จัดแสดงเรื่องราวท้องถิ่นอีสานเหนือ ในทางด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี วัฒนธรรมพื้นบ้านและชาติพันธุ์วิทยา โดยแบ่งเรื่องราวตามหัวข้อ ดังนี้
1.สภาพภูมิศาสตร์และธรณีวิทยาอีสานเหนือ
1.1 สมัยก่อนประวัติศาสตร์
-การตั้งถิ่นฐาน เครื่องมือเครื่องใช้ พิธีกรรม การฝังศพ แหล่งโบราณคดีที่สำคัญ
-เมืองและชุมชนโบราณ
1.2 สมัยประวัติศาสตร์ แบ่งเป็นวัฒนธรรมทวารวดี วัฒนธรรมเขมรหรือลพบุรีและวัฒนธรรมไทยลาว
2. วิวัฒนาการศิลปะในประเทศไทย
3. เมืองขอนแก่น ประกอบด้วย ร่องรอยอดีต ประวัติชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมพื้นบ้าน โบราณวัตถุชิ้นเยี่ยม ที่แสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ฯ มี
-ใบเสมาหินจำหลักสมัยทวารวดี ชิ้นที่งามที่สุด คือ ใบเสมาหินจำหลักนูนต่ำ พระพุทธเจ้าเสด็จสู่กรุงกบิลพัสดุ์ เป็นภาพจำหลักที่ชัดเจนและสมบูรณ์กว่าแผ่นอื่น ภาพพระนางพิมพาสยายพระเกศาเช็ดพระบาท เป็นภาพแสดงการถวายความเคารพบูชาอย่างสูง ได้จากการขุดค้นที่เมืองฟ้าแดดสงยาง จังหวัดกาฬสินธุ์ พระพุทธรูปสำริด ภาพปูนปั้นและพระพิมพ์ดินเผาสมัยทวารวดีได้จากการขุดแต่งเมืองฟ้าแดดสงยาง จังหวัดกาฬสินธุ์ แผ่นเงินดุน ภาพพระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ ภาพบุคคล และเจดีย์บรรจุอยู่ในหม้อดินเผา ได้จากการขุดค้นเมืองกันทรวิชัย อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม
-โบราณวัตถุสมัยลพบุรี ประมาณพุทธศตวรรษที่ 17-18 เช่น
-เทวรูปพระอิศวรหินทราย พบที่บริเวณกู่น้อย เมืองนครจำปาศรี อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม
-เทวรูปพระนารายณ์สี่กร ขุดพบระหว่างการขุดแต่งบูรณะโบราณสถาน เมืองนครจำปาศรี ได้พบแต่องค์ ไม่พบเศียร พระโพธิสัตว์หินทราย ศิลปะลพบุรี หน่วยศิลปากรที่ 7 ขุดพบที่กู่สันตรัตน์ เมืองนครจำปาศรี ทับหลังหินจำหลัก จากโบราณสถานกู่สวนแตง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณเป็นตัวอย่างฝีมือการจำหลักหินซึ่งเป็นชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมปราสาทหินสม้ยลพบุรี พิพิธภัณฑ์ฯนี้เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.00 น. ปิดวันจันทร์วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ อัตราค่าเข้าชมชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ โทร. 0 4324 6170

กู่เปือยน้อย

 กู่เปือยน้อย

 กู่เปือยน้อย หรือ พระธาตุกู่ทอง เป็นปราสาทหินศิลปะขอมหรือลพบุรีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่พบในจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียงในแถบภาคอีสาน ตอนบน ตั้งอยู่ที่อำเภอเปือยน้อย ระยะทาง 79 กิโลเมตร จากจังหวัดขอนแก่น ชาวบ้านเรียกว่า "ธาตุกู่ทอง" องค์ปรางค์ ปราสาทหันหน้าสู่ทิศตะวันออก สร้างด้วยหินทรายจำหลักลวดลายสวยงาม กำแพงขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบเป็นเขตปราสาท สร้างด้วยศิลาแลง ส่วนหนึ่งขององค์ปรางค์พังทลายลงมาบ้างและอยุ่ะรหว่างการบูรณะ การเดินทางจากขอนแก่นจะใช้ เส้นทางหลวงหมายเลข 2 ขอนแก่น-บ้านไผ่ ระยะทาง 44 กิโลเมตร เข้าเส้นทางสายบ้านไผ่-บรบือ (ทางหลวงหมายเลข 23) ไปอีกประมาณ 11 กิโลเมตร แล้วแยกขวาเข้าสู่อำเอเปือยน้อยอีก 24 กิโลเมตรครับ

เมืองโบราณโนนเมือง

  เมืองโบราณโนนเมือง

เหตุใดจึงขุดพบโครงกระดูกมากมายที่นี่ ผู้คนเหล่านั้นเป็นบรรพบุรุษของใคร หาคำตอบได้วันนี้ที่พิพิธภัณฑ์สถานกลางแจ้งเมืองโบราณโนนเมือง

เมืองโบราณโนนเมือง ตั้งอยู่ในเขตบ้านนาโพธิ์ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น สามารถเดินทางจากตัวจังหวัดขอนแก่นโดยทางหลวงสาย 12 ระยะทาง 81 กิโลเมตร ถึงอำเภอชุมแพ เลี้ยวซ้ายที่ทางแยกไปถนนทหารพรานที่ 25 ประมาณ 2 กิโลเมตร มีทางแยกซ้ายมือนำท่านไปสู่เมืองโบราณที่สำคัญแห่งนี้

อีสานได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่ร่ำรวยวัฒนธรรมมาช้านาน จากการศึกษาค้นคว้าของนักวิชาการต่างๆ พบว่าคนโบราณในแถบนี้ อยู่อาศัยกันมาตั้งแต่สมัยก่อประวัติศาสตร์จนกระทั่งมีการเผยแพร่อารยธรรมอินเดีย และพุทธศาสนาจากชุมชนภาคกลาง ก็ได้ยอมรับนับถือพุทธศาสนา รู้จักสร้างบ้านเมืองที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ มีประเพณีการสร้างในเสมาหิน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของดินแดนแถบนี้

ไปค้นหาอดีตที่โนนเมือง
โนนเมืองเป็นเมืองโบราณที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ 2 ชั้น เมืองชั้นในรูปร่างค่อนข้างกลมมีเสันผ่าศูนย์กลางประมาณ 420 เมตร เมืองชั้นนอกมีทรงยาวรีมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 600 เมตร หรือมีเนื้อที่ประมาณ 216 ไร่ ตัวเมืองตั้งอยู่ระหว่างภูเขาและแม่น้ำ คือมีภูเวียงอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างประมาณ 6 กิโลเมตร และด้านทิศใต้มีแม่น้ำเชิญไหลผ่าน พื้นที่รอบนอกตัวเมืองเป็นที่ลุ่มเหมาะแก่การเพาะปลูก

จากลักษณะเมืองที่มีคูน้ำคันดินที่เป็นเสมือนคูเมืองกำแพงเมืองล้อมรอบ ทั้งยังมีใบเสมาหินปักอยู่ในเมืองและพื้นที่โดยรอบพบเศษภาชนะดินเผาแตกกระจักกระจายอยู่บนพื้นดิน ทำให้ทราบว่าเป็น เมืองโบราณสมัยทราวดี ( พุทธศตวรรษที่ 12 -16 ) เป็นช่วงสมัยที่มีชุมชนหรือเมืองโบราณเกิดขึ้นหลายแห่งในเขตจังหวัดขอนแก่น เช่น เมืองโบราณดงเมืองแอม อำเภอเขาสวนกวาง เมืองชัยวาน อำเภอมัญจาคีรี เมืองโบราณเมืองเพีย อำเภอบ้านไผ่ เป็นต้น แต่ เมื่อกรมศิลปากรโดยหน่วยศิลปากรที่ 7 ขอนแก่น ( ปัจจุบันคือ สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 7 ขอนแก่น ) ได้ดำเนินการขุดค้นที่เมืองนี้ กลับพบหลักฐานที่สำคัญและเก่าแก่ยิ่งไปกว่านั้นอีก

กรมศิลปากรดำเนินการออย่างไรบ้าง
ในปี พ.ศ. 2513 หน่วยศิลปากรที่ 7 ได้สำรวจพบเมืองโบราณโนนเมืองเป็นครั้งแรก ต่อมาในปี พ.ศ. 2525 ถึง 2526 จึงได้ดำเนินขุดตรวจ-ขุดค้นจำนวน 7 หลุมแล้วทำหลังคาคลุมหลุมขุดค้นไว้จำนวน 6 หลุม เพื่อแสดงในลักษณะพิพิธภัณฑ์สถานกลางแจ้ง และในปี พ.ศ. 2534 - 2535 ได้รับงบประมาณการศึกษาและพัฒนาแหล่งจากโครงการน้ำพระทัยจากในหลวง ( โครงการอีสานเขียว ) จึงได้ขุดค้นเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติมอีกจำนวน 6 หลุม รวมทั้งหมด 13 หลุมด้วยกัน โดยจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑสถานกลางแจ้ง ให้ผู้ที่สนใจได้ชมและศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองนี้ได้อย่างใกล้ชิด

ใครคือบรรพบุรุษแห่งโนนเมือง
เมื่อหน่วยศิลปากรที่ 7 ขอนแก่น ได้ทำการขุดค้นเพื่อศึกษาหลักฐานและข้อมูลเกี่ยวกับเมืองโบราณโนนเมือง จึงได้พบว่า ที่นี่มีคนอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ คือราว 2,500 ปีมาแล้ว อยู่อาศัยเรื่อยมาจนถึงสมัยทวารวดี ( พุทธศตวรรษที่ 12 - 16 ) มีการสร้างเมืองขนาดใหญ่ โดยขุดคูเมืองและก่อคันดินเป็นกำแพงเมือง จากการค้นพบกลุ่มใบเสมาในตัวเมืองโนนเมือง เมืองนี้จึงอาจมีความสำคัญในระดับศูนย์กลางทางศาสนาหรือเป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในช่วงสมัยนั้นก็เป็นได้ คนที่นี่อยู่อาศัยต่อมาจนถึงสมัยลพบุรี (พุทธศตวรรษที่ 16 - 17 ) และทิ้งร้างไปในที่สุด

ประเพณีการฝังศพกับชีวิตหลังความตาย
จากการขุดค้นในปี พ.ศ. 2525 - 2526 พบโครงกระดูจำนวน 11 โครง และจากการขุดค้นในปี 2535 พบโครงกระดูจำนวน 17 โครง เป็นเพศชาย 6 โครง หญิง 6 โครง ไม่สามารถระบุเพศได้ 5 โครง พบว่าโครงกระดูถูกฝังให้นอนหงายเหยียดยาว ส่วนใหญ่หันศรีษะไปทางทิศตะวันตก ตะวันตกเฉียงเหนือ หรือตะวันตกเฉียงใต้มัดแขนให้แนบลำตัวมัดช่วงเข่าและปลายเท้าให้ชิดกัน มีการเตรียมพื้นที่หลุมฝังศพด้วยภาชนะดินเผาทุบแตกไว้รองรับศพ บางโครงก็รองรับเฉพาะด้านล่างบางโครงก็โรยไว้ข้างๆ และวางภาชนะดินเผาที่ปลายเท้ารวมทั้งเครื่องประดับ เครื่องใช้และกระดูกสัตว์ ( อาหารสำหรับผู้ตาย ) จากสิ่งของต่างๆ ที่พบฝังร่วมกับโครงกระดูก ทำให้ทราบว่าบรรพบุรุษแห่งโนนเมืองคงจะมีความเชื่อในเรื่องของการตายแล้วเกิดใหม่

หลังจากที่พุทธศาสนาในช่วงวัฒนธรรมทวารวดีเผยแพร่เข้ามาสู่โนนเมือง ประเพณีการฝังศพก็เปลี่ยนไปเนื่องจากไม่พบหลักฐานของการฝังศพในชั้นดินสมัยนี้ และไม่พบโครงกระดูกใด มีโบราณวัตถุสมัยทวารวดีฝังร่วมอยู่ด้วย จึงเป็นไปได้ว่าอาจมีการเผาศพแทนการฝัง

โครงกระดูกที่จัดแสดงในหลุมขุดค้นที่นี่ล้วนเป็นโครงกระดูกของมนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายทั้งสิ้น

จากโครงกระดูกจำนวน 17 โครง ( จากการขุดค้นปี พ.ศ. 2525 ) เป็นโครงกระดูกเด็ก 1 โครง นอกนั้นมีอายุระหว่าง 20 - 45 ปี ผู้หญิงมีความสูงเฉลี่ย 159 เซนติเมตร ผู้ชายสูงเฉลี่ย 164 เซนติเมตร จากช่วงอายุดังกล่าว จะเห็นได้ว่ามีอายุไม่ยืนนัก และเชื่อว่าคนเหล่านี้คงตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ

เกษตรกรย้อนยุค 2,500 ปี
หลักฐานต่างๆ ที่พบจากการขุดค้น ทำให้ทราบว่าผู้คนที่อาศัยอยู่ที่เมืองโบราณโนนเมืองแห่งนี้ ดำรงชีวิตด้วยการเกษตรกรรม การปศุสัตว์ และการล่าสัตว์ เช่นเดียวกับชุมชนโบราณอื่นๆ ในสมัยเดียวกัน

เครื่องมือเหล็กประเพศ จอบ ใบมีด เคียว คงใช้ในการถากถางดินเพื่อการเกษตรกรรม ส่วนกระดูกสัตว์ก็พบหลายประเภทด้วยกัน คือ วัว ควาย เก้ง กวาง และปลาหลายชนิด พบหนาแน่นมากในชั้นดินช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์

กระดูกวัวและควายคล้ายกับที่พบจากการขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีโนนนกทา อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งบ่งชี้ว่าเป็นสัตว์เลี้ยงเพื่อการกสิกรรมและเป็นอาหาร ส่วนสัตว์ป่าอื่นๆ คงถูกล่าเพื่อนำมาเป็นอาหาร


โบราณสถานและแหล่งโบราณคดีสำคัญอื่นๆ ในเขตอำเภอชุมแพ
1. แหล่งโบราณคดีบ้านหนองบัว เป็นแหล่งโบราณคดีที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองโบราณโนนเมืองนัก ห่างไปทางใต้ประมาณ 3 กิโลเมตร พบโครงกระดูกมนุษย์ เครื่องประดับ เครื่องใช้สำริดและภาชนะดินเผาสมัยก่อนประวัติศาสตร์
2. แหล่งโบราณคดีบ้านบัวสิมมา เป็นที่ตั้งชุมชนโบราณที่พบหลักฐานในสมัยทวารวดีจนถึงสมัยลพบุรีประกอบด้วยกลุ่มในเสมาหินและโบราณสถานศิลาแลง
3. วัดพระนอน เป็นสถานที่เก็บรักษาใบเสมาหินทรายที่พบภายในบริเวณเมืองโบราณโนนเมือง
4. พระพุทธไสยาสน์ภูเวียง เป็นภาพสลักรูปพระนอนหรือรูปพระพุทธไสยาสน์บนหน้าผาขาวเขาภูเวียงมีขนาดยาวประมาณ 3,080 เมตร ลักษณะแบบศิลปะทวารวดี

การเดินทาง :
จากตัวจังหวัดขอนแก่นไปตาม ทางหลวงหมายเลข12 สายขอนแก่นชุมแพ ระยะทาง 81กม. มีทางแยก
ซ้ายมือนำท่านไปสู่เมือง โบราณที่สำคัญแห่งนี้

พระธาตุขามแก่น

  พระธาตุขามแก่น

ตั้งอยู่บนทางหลวงสายขอนแก่นกาฬสินธุ์ ห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ 12 กม. ข้ามลำน้ำพองเลี้ยวซ้ายไปอีก 14 กม. จุดหมายคือ วัดเจติยภูมิ ต.บ้านขาม อ.น้ำพอง
         วัดซึ่งเป็นที่ตั้งปูชนียสถานสำคัญคู่เมืองขอนแก่น "พระธาตุขามแก่น" ชาวขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียงในภาคอีสานถือกันว่า พระธาตุขามแก่นเป็นจุดยึดเหนี่ยวทางใจ และเป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธ์คู่อีสานอีกแห่งหนึ่ง นอกเหนือจากพระธาตุพนม จ. นครพนม และพระธาตุเชิงชุม จ. สกลนคร
         ตามประวัติกล่าวไว้ว่า หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ราว 3 ปีพระมหากัสสปะและเถระ ได้นำพระอุรังคธาตุไปประดิษฐานไว้ที่ภูกำพร้า ตามพระประสงค์ของพระพุทธองค์ แล้วประชุมพระอรหันต์ 500 องค์ กับพระยาอินทปัจฏฐนคร พระยาดำแดง พระยานันทเสน พระยาสุวรรณภิงคาร และพระยาจุลนีพรหมทัตต เป็นศาสนูปถัมภก ร่วมสร้างองค์พระธาตุพนมขึ้น ข่าวการสร้างพระธาตุพนมนี้เป็นข่าวใหญ่ เพราะขนาดเมืองโมรีย์   ซึ่งอยู่ในอาณาเขตของประเทศกัมพูชาปัจจุบันที่ออยู่ห่างไกลจากภูกำพร้าไป นับเป็นหมื่นๆ เส้นยังได้ทราบข่าว
          โมริยกษัตริย์ เจ้าเมืองโมรีย์ มีความประสงค์ที่จะนำพระอังคารขอองพระพุทธเจ้าที่ตนได้ไว้ เมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานใหม่ๆ มาบรรจุไว้ในพระธาตุพนมร่วมกับพระอังคธาตุด้วย จึงโปรดให้พระอรหันต์ยอดแก้ว พระอรหันธรังษี พระอรหันต์คันธีเถระ เจ้าคณะรวม 9 องค์ และพระยาหลังเขียว เป็นผู้นำขบวนอัญเชิญพระธาตุในครั้งนี้
          เมื่อมาถึงดอนมะขามแห่งหนึ่งซึ่งมีภูมิประเทศราบเรียบ มีห้วยเป็นแยก น้ำไหลผ่านไปรอบๆ ดอน พร้อมทั้งมีต้นมะขามใหญ่ยืนตายมานานจนเหลือแต่แก่นต้นหนึ่ง เนื่องจากเป็นเวลาที่ตะวันพลบพอดี คณะอัญเชิญพระธาตุคณะนี้จึงหยุดพักชั่วคราว จนรุ่งเช้าจึงออกเดินทางต่อไปจนถึงภูกำพร้า เมือถึงภูกำพร้าปรากฏว่าองค์พระธาตุพนมสร้างเสร็จแล้วไม่สามารถที่จะนำพระธาตุไปบรรจุเข้าได้อีกจึงได้พากันนมัสการพระธาตุแล้วเดินทางกลับ ตั้งใจว่าจะนำพระธาตุไปประดิษฐานไว้บ้านเมืองของตนดังเดิม
          แต่เมื่อผ่านดอนมะขามอีกครั้ง ก็ปรากฏแก่นมะขามที่ตายแล้วนั้น กลับยืนต้นผลิดอก แตกกิ่งก้านสาขาเขียวชอุ่มอย่างน่าอัศจรรย์ คณะอัญเชิญพระธาตุเห็นนิมิตดังนั้น จึงตกลงใจสร้างเจดีย์ครอบต้นมะขามแก่นต้นนั้นไว้ พร้อมกับนำพระธาตุและพระพุทธรูป ที่สร้างจากแก้วแหวนเงินทองเเข้าบรรจุไว้ภายในองค์พระธาตุพร้อมกับพวกตนทั้งหมดก็ปักหลักสร้างบ้านแปงเมืองกันที่บริเวณนี้ และเมื่ออยู่ต่อมาพระอรหันต์ทั้ง 9 นิพพานไปตามอายุขัยก็ได้สร้างพระธาตุเล็กไว้ทางทิศตะวันออกของพระธาตุองค์ใหญ่ เพื่อบรรจุพระธาตุของพระอรหันต์ทั้ง 9 เรียกว่าพระธาตุน้อย
         เมืองเก่าบ้านขามนี้ได้รกร้างผู้คนไปหลายหน จนถึงปี พ.ศ.2332 เพี้ยเมืองแพน เจ้าเมืองสุวรรณภูมิ ซึ่งได้ย้ายเมืองมาตั้งที่บึงบอน หรือบ้านเมืองเก่าบริเวณ อ.เมืองขอนแก่นปัจจุบัน จึงได้นิมิตนามเมืองนี้ว่า "ขอนแก่น" อันเป็นชื่อเมืองภายในเจดีย์ นอกจากพระธาตุแล้ว ยังได้บรรจุคัมภีร์นวโลกุตตรธรรม และคาถาสรรเสริญพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า "บวรหคุณ" ไว้อีกด้วย
         ปัจจุบัน บริเวณองค์พระธาตุขามแก่นได้รับการบูรณะจากกรมศิลปากรภายใต้การควบคุมของสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 7 ขอนแก่นมีการปรับปรุงทาสีองค์พระธาตุ ขยายบริเวณกำแพงแก้วทั้ง 4 ด้าน ห่างจากองค์พระธาตุให้กว้างออกไป ปรับปรุงบริเวณทางเดินด้านหน้าองค์พระธาตุให้มีทัศนียภาพที่สวยงาม

หมู่บ้านผึ้ง

หมู่บ้านผึ้ง

ตั้งอยู่ที่ ตำบลกุดขอนแก่น ศูนย์อนุรักษ์และขยายพันธุ์ผึ้งที่ 3 จังหวัดขอนแก่น ร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอภูเวียง ได้ส่งเสริมให้เกษตรเลี้ยงผึ้งและกิจกรรมปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผลและปลูกพืชอาหารผึ้ง และจัดสร้างซุ้มสาธิตเทคโนโลยีการเลี้ยงผึ้งและการเกษตร มีเกษตรกรร่วมโครงการทั้งสิ้น 108 ราย มีร้านจำหน่ายน้ำผึ้ง และผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน ในราคาย่อมเยาว์ สอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์อนุรักษ์และขยายพันธุ์ผึ้งที่ 3 จังหวัดขอนแก่น
โทร. (043) 255066

บางแสนสอง

บางแสนสอง

 ตั้งอยู่ที่บ้านหินเพิง ตำบลท่าเรือ อยู่ห่างจากอำเภอเมืองไปประมาณ 53 กิโลเมตรบรรยากาศโดยรอบของชายหาดริมทะเลสาบน้ำจืดเหนือเขื่อนอุบลรัตน์สวยสะดุดตาเมื่อพระอาทิตย์ฉายส่องลงมาในยามเย็นกระทบกับทิวเขาภูเก้าที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลังกิจกรรมกีฬาทางน้ำที่น่าสนใจก็คือ    การบริการให้เช่าจักรยานน้ำ, บานาน่า โบ๊ต, ห่วงยางนอกจากนี้ยังมีบริการอาหารเลิศรสที่ปรุงจากปลาภายในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ได้แก่ ปลานิล, ปลาตะเพียน, ปลาช่อน, ฯลฯ ช่วงเทศกาลสำคัญ หรือ วันหยุดมักจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปชมธรรมชาติ และเล่นน้ำกันเป็นจำนวนมาก